สะพายกระบุงแล้วไปเก็บชากัน ณ บ้านห้วยน้ำกืน

หากเราเคยชินกับการเดินเล่นสัมผัสแอร์เย็นๆภายในห้างสรรพสินค้า ลองเปลี่ยนมาเป็นเดินเล่นในหมู่บ้านกลางหุบเขาที่ซึ่งอากาศดีและเย็นสบายตลอดทั้งปีอย่าง  “หมู่บ้านห้วยน้ำกืน”  กันไหม…แล้วคุณจะหลงรักที่นี่ได้ไม่ยาก!! สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มปอด สะพายกระบุงแล้วไปเก็บใบชากัน ณ บ้านห้วยน้ำกืน ที่ซึ่งผู้คนใช้ชีวิตหลอมรวมเข้ากับธรรมชาติ อยู่อย่างเศรษฐกิจพอเพียง ผู้คนเป็นมิตร เราสามารถพบเห็นรอยยิ้มของชาวบ้านแห่งนี้ได้ไม่ยากนัก พักกาย พักใจแล้วตามรอยแอ่วดีไปเที่ยวกัน….

บ้านห้วยน้ำกืน แหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรมชุมชน การเดินทางมาเยือนยังที่นี่ไม่ได้ลำบากเท่าใดนัก ถึงแม้ว่าจะเป็นหมู่บ้านสุดท้ายกลางหุบเขาในป่าลึก แต่การเดินทางของเราก็ถือได้ว่าคุ้มค่าไม่น้อยเลยทีเดียว กับอากาศที่เย็นสบาย พร้อมสายฝนโปรยปรายเนื่องจากช่วงที่เราไปเป็นฤดูฝน แต่ก็สวยงามไปอีกแบบหนึ่ง เพราะนอกจากจะมีต้นไม้ที่เขียวขจีแล้ว ยังมีไอหมอกลอยปกคลุมภูเขาที่ล้อมรอบหมู่บ้านแห่งนี้ คล้ายกับมาต้อนรับเรา เป็นภาพที่เราประทับใจทันทีที่ได้เห็นจากโฮมสเตย์ที่เราพัก และยังได้เห็นหมู่บ้านทั้งหมดแบบวิวพาโนรามาอีกด้วย

อากาศเย็นสบาย สายลมพัดมาเป็นระยะ พอให้เราได้ควานหาเสื้อกันหนาวมาใส่อย่างรวดเร็ว แทบไม่น่าเชื่อว่า ก่อนที่เราจะเดินทางมายังที่นี่ อากาศข้างนอกค่อนข้างที่จะร้อนอบอ้าว แต่พอได้มาอยู่ที่นี่อากาศกลับแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ไม่แปลกใจเลยที่พืชผลของที่นี่ จะเจริญเติบโตอย่างงดงามหลังจากเก็บกระเป๋าสัมภาระเรียบร้อย เราก็พร้อมเดินเที่ยวชมหมู่บ้าน

จากการเดินสำรวจเราได้เห็น ผลไม้ และพืชผักแปลกตาที่เราเคยเห็นแต่วางขายในซุปเปอร์มาเก็ต อาทิ ต้นโรสแมรี่(ใส่เพิ่มความหอมในพิซซ่า) ต้นซอเรล(ส้มตำใบซอเรล อร่อยเด็ดอย่าบอกใคร รสชาติใบซอเรลจะออกเปรี้ยวนิดๆ สามารถทานสดได้ หาทานได้ที่ม่อนแจ่มค่ะ) ต้นสมุนไพรเลือดมังกร ที่ซึ่งที่นี่นำมาต่อยอดทำเป็น “ชาเลือดมังกร” และต้นพลับ ซึ่งการเก็บลูกพลับไม่ใช่การเด็ดจากต้นแล้วสามารถทานได้เลยนะ แต่ต้องนำไปใส่ในถุงพลาสติกแล้วใส่เหล้าขาวลงไป 1 ฝา มัดอย่างแน่นหนา เป็นเวลา 4 วันถึงจะสามารถทานได้ค่ะ(ซึ่งเป็นเคล็ดลับพิเศษ ทำให้รสชาติ หวาน กรอบ อร่อย) เดินไปเมียงมองไป ก็เดินไปเจอะกับต้นสาลี่ สายพันธุ์หนึ่ง เรายืนมองดูด้วยความตื่นเต้น เพราะไม่เคยเห็นต้นสาลีมาก่อน นอกจากพืชผลที่ทานได้แล้ว เรายังเห็นดอกไม้เมืองหนาวหลากหลายชนิดที่ขึ้นชูช่ออย่างสวยงาม แต่ที่ประทับใจเราเป็นพิเศษนั่นก็คือ “ดอกโครงเครง หรือ ม่วงมงคล” ขึ้นเป็นพุ่มอย่างสวยงาม นอกจากจะมีสีม่วงแล้ว เรายังได้เห็นสีชมพูอีกด้วยนะ

นอกจากจะตื่นตาตื่นใจกับอะไรที่ไม่เคยเห็นแล้ว เรายังได้เห็นซุปเปอร์มาเก็ตเล็กๆในหมู่บ้าน ที่ซึ่งมีสินค้าทุกอย่างขาย โดยจะมีผู้เฒ่าผู้แก่ มานั่งจับกลุ่มพูดคุย ยิ้มแย้มกัน เป็นภาพที่เราเห็นแล้วประทับใจ ในขณะที่เราเดินผ่านชาวบ้านจะทักทายและสวัสดีเราเป็นระยะ ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นกันเองได้ไม่น้อยและที่สุดแห่งความประทับใจ คือน้องหมาโกลเด้นท์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นไกด์ประจำหมู่บ้าน คอยเดินตามส่งเราไปทุกที่ แล้วไม่ได้มีตัวเดียวด้วยนะ มีหลายตัวมากแถมสียังคล้ายกันอีกด้วย จากการสอบถามทั้งหมดมาจากครอบครัวเดียวกัน แต่หลายๆบ้านแบ่งกันเอาไปเลี้ยง…มาเที่ยวที่นี่อย่าลืมแวะทักทายไกด์ตัวน้อยกันด้วยนะค่ะ

เสร็จจากการเดินเที่ยวชมหมู่บ้าน ก็ถึงเวลาแห่งการเก็บชา ชมกรรมวิธีการผลิตชา และชิมชา โดยหมู่บ้านได้รับการสนับสนุนจากสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน)และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงห้วยโป่ง  ซึ่งชาที่นี่มีจุดเด่นไม่เหมือนที่ไหน นั่นก็เพราะที่นี่มีชาถึง 5 สี (ชาดำ ชาขาว ชาเหลือง ชาเขียวและเลือดมังกร) ซึ่งรสชาติและคุณสมบัติก็จะแตกต่างกันไป

นอกจากนี้แล้วที่นี่ยังมีชาสายพันธุ์หายากอย่าง “ชาอีอ่าม” ซึ่งเป็นชาป่าที่มีรสชาติขมกว่าชาอัสสัม สักเล็กน้อย ชาชนิดนี้จะขึ้นในป่าดิบสูง โดยความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป ถือได้ว่าเป็นชาสายพันธุ์ที่ควรอนุรักษ์เพราะค่อนข้างหายากและใกล้สูญพันธ์  โดยชาสายพันธุ์นี้ “ไร่ชาห้วยน้ำกืน” ได้นำมาต่อยอด เป็น “ชาเอสเปรสโซ”(กรรมวิธีการชงโดยใช้แรงอัดไอน้ำ พูดง่ายๆก็คือ กรรมวิธีการชงคล้ายกาแฟสด แต่เปลี่ยนจากกาแฟมาเป็นใบชา) แห่งแรกและแห่งเดียวในไทย ชิมชาจนเริ่มมึนนิดๆ ก็ถึงเวลาที่เราต้องไปชมการผลิต “เมี่ยง” ซึ่งทำกันในครัวเรือนแทบจะทุกหลัง…อ๊ะๆ เมี่ยงกับชา คืออันเดียวกันนะค่ะ เผื่อใครจะยังสับสน(เช่นเราในคราวแรก) เพียงแต่ชาเราเก็บแต่ยอดอ่อนเท่านั้น ส่วนเมี่ยงเราจะเก็บใบที่แก่หน่อยมาทำค่ะ

เหน็ดเหนื่อยจากการตื่นเต้นมาทั้งวัน ก็ถึงเวลาในการชิมอาหารพื้นบ้าน ซึ่งเมนูเด็ดของเรา ก็คือ ยำใบชา ไข่เจียวใบชา ทอดใบชา มีแต่ชาๆ…คืนนี้ตาจะหลับมั้ยค่ะเนี้ย(สำหรับการทานชาเยอะๆ บางคนอาจจะนอนไม่ได้หลับได้ค่ะ) แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีแต่เมนูชาๆเท่านั้นน่ะ เพราะยังมีน้ำพริกทานคู่กับผักสด ก็อร่อยไม่น้อย เรียกได้ว่าเจริญอาหาร พร้อมกับชมวิวหมู่บ้านหน้าที่พัก พร้อมกับจิบชาเลือดมังกร ฟินอย่าบอกใคร!!!! มาเที่ยวที่นี่กันค่ะ แล้วคุณจะประทับใจมิรู้ลืม ณ บ้านห้วยน้ำกืน

 

ติดต่อสอบถามบ้านพัก โฮมสเตย์ ประธานกลุ่มโฮมสเตย์ คุณจันทร์แดง 091-8521672,พ่อหลวงเสถียร 091-0514576

  • ค่าที่พักคนละ 150 บาท
  • ค่าอาหารคนละ 100 บาท
  • ไกด์นำเที่ยวหมู่บ้าน 200 บาท
  • ค่าบริการรถโฟร์วีลนำเข้าหมู่บ้าน ไปและกลับ 800 บาท (หมายเหตุ: เนื่องจากถนนทางเข้าหมู่บ้านค่อนข้างแคบและสูงชันเป็นระยะ ควรใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อจะปลอดภัยกว่าค่ะ)

การเดินทางไปยังหมู่บ้านห้วยน้ำกืน

หมู่บ้านห้วยน้ำกืน ต.แม่เจดีย์ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ให้ใช้ถนน เชียงใหม่-เชียงราย หมู่บ้านจะอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 68 กิโลเมตร ใช้เวลาในการขับรถ 1 ชั่วโมงครึ่ง ขับมาตามทางเรื่อยๆ จนถึง ปางแฟนรีสอร์ทจะอยู่ทางด้านขวามือ จากนั้นขับตรงมาอีกไม่ไกล ปากทางเข้าหมู่บ้านจะอยู่ทางด้านซ้ายมือค่ะ จากปากทางขับเข้าไปอีกประมาณ 10 กิโลแต่จากปากทางต้องใช้รถโฟร์วีลเท่านั้นนะค่ะ โดยเราสามารถติดต่อรถได้ที่รายละเอียดที่ให้ไว้ค่ะ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยจากแอ่วดี

  • ด้วยอากาศที่ค่อนข้างเย็นตลอดทั้งปี ควรนำเสื้อกันหนาวติดตัวไปด้วยค่ะ
  • สำหรับผู้ที่แพ้แมลง เนื่องจากภูมิประเทศเป็นป่าเขา ควรพกยาทาและตะไคร้หอมแบบฉีดไปด้วย

ขอขอบคุณ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน)ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง มา ณ ที่นี้ค่ะ

รีวิว โดย ปาณิสรา นฤประชา

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *